วิธีการคำนวณของพื้นที่ เพื่อใช้ในการคำนวณการถมที่ได้อย่างเหมาะสม

อ่าน 1097 ครั้ง

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


วิธีการคำนวณของพื้นที่ เพื่อใช้ในการคำนวณการถมที่ได้อย่างเหมาะสม

ก่อนอื่นต้องมาทราบ มาตราวัดของไทยก่อน
มาตราวัดพื้นที่ไทย
1 ไร่ = 4 งาน
1 งาน = 100 ตารางวา
ดังนั้น 1 ไร่ = 400 ตารางวา
1 ตารางวา = 4 ตารางเมตร = 2 เมตร x 2 เมตร
1 ตารางเมตร = 1 เมตร x 1 เมตร
ดังนั้น ที่ดิน 1 ไร่ จะเท่ากับ 1,600 ตารางเมตร
 
ตัวอย่าง (การคำนวณขนาดพื้นที่)
พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา
1 ไร่ = 4 งาน = 400 ตารางวา
2 งาน = 200 ตารางวา
1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา = 400 + 200 + 95 = 695 ตารางวา (หรือเท่ากับ 695 x 4 = 2,780 ตารางเมตร)

ตัวอย่าง (การคำนวณปริมาณดินที่ต้องใช้)
ถ้าต้องการถมดิน พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ถมสูงจากดินเดิม 1.2 เมตร
จะใช้ดิน 2,780 x 1.2 เมตร = 3,336 คิว

ศัพท์ในการถมที่
1. ดิน 1 คิว = 1 ลูกบาศ์กเมตร = ดินขนาด กว้าง 1 เมตร x ยาว 1 เมตร x สูง 1 เมตร
2. รถแมคโคร (Macro) = ใช้ในการขุด และ เคลื่อนย้ายดิน
3. รถแทรกเตอร์ (Tractor) = ใช้ในการปรับหน้าดินให้ได้ระดับ
4. เคลียรริ่งพื้นที่ คือการนำต้นไม้, ขยะ, น้ำ, หรือสิ่งที่ไม่ต้องการออกนอกพื้นที่ก่อนการถม
5. รถบรรทุกดิน 6 ล้อ จะได้ดินประมาณ 9-11 คิว ขื้นกับขนาดของกระบะรถ
6. รถบรรทุกดิน 10 ล้อ จะได้ดิน ประมาณ 18-20 คิว ขื้นกับขนาดของกระบะรถ

ชนิดของดิน และ วัสดุที่ใช้ในการถม
1. ดิน หมายถึง วัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสลายตัวทางกายภาพ และทางเคมีของหินและแร่ รวมกับสารอินทรีย์ ที่เกิดจากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์เป็นผิวชั้นบนที่หุ้มห่อโลก ซึ่งดินจะมีลักษณะและคุณสมบัติต่างกันไปในที่ต่างๆ ตามสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ วัตถุต้นกำเนิด สิ่งมีชีวิตและระยะเวลาการสร้างตัวของดิน
2. ดินทางด้านวิศวกรรม : ดิน เป็นวัสดุก่อสร้างพื้นฐานในงานวิศวกรรมโยธา ใช้เป็นวัสดุถมในงานก่อสร้างต่าง ๆ เช่นงานถมยกระดับบริเวณอาคาร ถนน เขื่อน และ ใช้เป็นวัสดุผสมสำหรับทำอิฐ ในบางกรณีอาจเพิ่มวัสดุอื่น เช่นปูนขาว เพื่อช่วยในการปรับปรุงคุณภาพดินให้มีคุณสมบัติในการรับกำลังได้มากขึ้นเพื่อผลทางด้านวิศวกรรม
ชนิดของดิน และ วัสดุที่ใช้ในการถม
3. ดินถม หมายถึง ดินชั้นสอง มีลักษณะเป็นดินเหนียว เป็นดินที่มีเนี้อละเอียด ในสภาพดินแห้งจะแตกออกเป็นก้อนแข็งมาก เมื่อเปียกน้ำแล้วจะมีความยืดหยุ่น เนื่องจาก อนุภาคของดินมีขนาดเล็ก <0.002 มม. เมื่อถมจะมีลักษณะการแน่นตัวสูง ราคาในการถมถูก
4. หน้าดิน (Soil) หมายถึง ดินที่อยู่ชั้นบนสุด มีความลึกจากผิวหน้าดินไม่เกิน 30-50 ซ.ม. มีอินทรีย์สาร ที่พืชต้องการสูง เหมาะคุณ่การเพาะปลูก เนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือในสภาพดินแห้ง จะจับกันเป็นก้อนแข็งพอประมาณ เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง มีลักษณะสีดำคล้ำ ควรถมในบริเวณที่จะทำสวน หรือ ปลูกต้นไม้ ราคาในการถมสูง
5. ดินดาน หรือ ดินซีแล๊ค ดินที่มีความลึกของผิวดิน ดินมีความละเอียดสูง เนื่องจากการอัดแน่นสูงมาก ดินประเภทนี้ไม่มีสารอินทรีย์ ใดๆ ที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้ ลักษณะสี ออกเหลือง สีซีด เนื่องจากอินทรีย์สารน้อย มีส่วนประกอบของ แร่และหิน เป็นส่วนใหญ่ เมื่อใช้ในการถม จะมีความแน่นสูง ใช้ถมทำถนน, รองพื้นโรงงาน หรือ ใต้สิ่งปลูกสร้าง โรงงาน อาคาร เป็นดินราคาถูก ขึ้นกับระยะทาง และ พื้่นที่เนี่องจากส่วนใหญ่มาจากบ่อดิน
6. ดินลูกรัง หมายถึง ดินที่พบชั้นลูกรัง ชั้นกรวด ชั้นเศษหิน หรือ พบเศษหินกรวด หินมนเล็ก มากกว่า 35 % ของเนื้อดินโดยปริมาณ เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย, บางพื้นที่เป็นดินเหนียวปน หินกรวด หินมนเล็ก, บางพื้นที่เป็นดินที่เกิดจากการสลายตัวของหิน แล้วกลายสภาพมาเป็นลูกรัง เป็นดินที่มีความหนาแน่นสูง แต่ สักยภาพในการเกษตรต่ำมาก ลักษณะสี แดง เหลือง ตามแต่พื้นที่ ราคาถูก ตามแต่พื้นที่ ถมในกรุงเทพราคาแพง เหมาะสำหรับการทำถนน ลานจอดรถ ต่างๆ

ระดับดินที่เหมาะสม
ระดับดินที่เหมาะสม ในแต่ละพื้นที่ มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การวิเคราะห์ ควรศึกษาจากหลายส่วน
1. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการถมที่ คือ การป้องกันทรัพท์สิน จากน้ำท่วมเป็นหลัก (ในระยะยาว)
2. ขนาดของพื้นที่ มีผลกับระดับความสูงของพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ จะถมดังนี้
ไม่เกิน 100 ตารางวา  สูงกว่าระดับถนน ประมาณ 50-70 ซ.ม. 
100 - 300 ตารางวา  สูงกว่าระดับถนน 80 ซ.ม. 
1 ไร่ ขึ้นไป  สูงกว่าระดับถนนหน้าพื้นที่ 1 เมตร 

หมายเหตุ : เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปที่เจ้าของบ้านต้องการจ้างถม

1. ระดับถนนใหญ่หน้าพื้นที่ ส่วนใหญ่ การอ้างอิงระดับในการถม จะอ้างอิงจากสิ่งปลูกสร้างถาวร เช่น ถนน กำแพงด้านข้าง พื้นบ้านข้างเคียง เสาไฟฟ้า เป็นต้น การอ้างอิงจากถนนหน้าพื้นที่ ควรดูจาก
- ถนนปูน เราไม่จำเป็นต้องถมสูงมากนัก เพียงป้องกันไม่ให้น้ำไหล จากถนนเข้าบ้าน
- ถนนลาดยางมะตอย ต้องมีการถมเผื่อไว้ ในกรณีมีการทำถนนใหม่ (ถมเผื่อไว้อีกประมาณ 30 ซ.ม. เป็นอย่างน้อยจากระดับที่ต้องการ)
- ถนนลูกรัง หรือ หินคลุก ต้องมีการถมเผื่อไว้มาก เนื่องจากในอนาคต อาจมีการปรับปรุงถนนอย่างแน่นอน
2. แบบบ้าน หรือ ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง เป็นสิ่งสำคัญที่
- โรงงาน หรือ โกดังเก็บของ ไม่ควรถมสูงมากนัก เพราะต้องมีการขนย้ายผลิตภัณฑ์ อยู่ตลอดเวลา แต่ต้องปกป้องน้ำท่วมได้ 100 % (เน้นการสร้างระบบระบายน้ำทิ้งภายในโรงงาน)
- บ้าน หรือ ที่พักอาศัย วิเคราะห์ตามแบบบ้าน และ สไตล์ในการออกแบบ การจัดสวน
- อพาร์เม้นท์ หรือ คอนโด ควรปรึกษาวิศวกรออกแบบเป็นหลัก
- อาคารพาณิชย์ โดยเฉลี่ย ถมสูงกว่าระดับทางเท้าหน้าพื้นที่ 0-20 ซ.ม.
- ถมเพี่อขาย ไม่ต้องสูงมากนัก เน้นการบอกหลักเขตของพื้นที่ได้ (ผู้ซื้อจะตัดสินใจว่าจะสร้างอะไร อีกครั้ง)
3. บ้านใหม่ทรุดตัวมากกว่าบ้านเก่า บ้านทุกหลังจะมีการทรุดตัว ดังนั้นวิศวกรจะมีการออกแบบให้มีการทรุดตัวเท่าๆ กันทั้งหลัง การทรุดตัวจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการยึดเกาะของดินกับฐานราก
4. ระดับที่เหมาะสมสำหรับปลูกสร้างบ้าน เมื่อเกิดน้ำท่วม แล้ว น้ำจะไม่ท่วมถึงล้อรถในลานจอดรถ
5. การสอบถามจากคนในพื้นที่ เรื่องในท่วม เพื่อนบ้านจะเป็นผุ้ให้ความเห็นเรื่องนี้
6. การดูระดับบ้านข้างเคียง บ้านสร้างใหม่ ควรมีระดับสูงกว่าบ้าน ที่มีการสร้างอยู่ก่อน เพื่อรับลม และ ป้องกันน้ำไหล หรือ น้ำขังจะบ้านข้างๆ และ การทรุดตัวของบ้านใหม่จะสูงกว่าบ้านเก่า
7. พื้นที่ข้างเคียง ถ้าเป็นที่ลุ่ม ควรถมสูงไว้ ในกรณีที่มีบ้านใหม่มาสร้างข้างๆ
8. การเปรียบเทียบราคาในการถม กับ สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งราคาของสิ่งปลูกสร้าง จะมีราคาสูงมากเมื่อเทียบราคาในการถม ดังนั้น การถมให้ได้ระดับ เพื่อตรงตามการออกแบบจะดีที่สุด

ที่มา : http://www.niwat-inspector.com/index.php?topic=1213.0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12/เม.ย./2015 12:53:53 โดย admin »

 

SMF 2.0.5 | SMF © 2011, Simple Machines
SMFAds for Free Forums